~*Listening To Our Live*~

posted on 07 Nov 2011 17:27 by meredybright

 

วันนี้ก็อ่านบทความภาษาอังกฤษ เรื่องใหม่เพิ่มอีก 1 เรื่อง

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับรู้ตัวเองมั้ง...การลองฟังเสียงจากข้างในตัวเรา ว่ากำลังคิดอะไร

 

อารมณ์ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นกับเรา ความท้อแท้ ความเหนื่อยหน่าย ความมั่นใจ ความกังวล ความเสียใจ ความสุข เป็นต้น ถือเป็นข้อความที่เราไม่ควรมองข้าม ควรจะรับฟังและพิจารณาให้ดี เพราะตัวเราเองนั้นเปรียมเหมือนเครื่องชี้วัดตัวเองที่น่าเชื่อถือมากที่สุดเลย เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นทุกอย่างในตัวเราไม่เคยโกหก และที่จริงเราก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหล่านี้ไ้ด้อยู่ดี ดังว่านี้คือกระจกที่สะท้อนตัวเรานั้นเอง

 

ดังนั้นเราต้องไม่กลัวที่จะมองเข้าไปในกระจกและพิจารณาตัวเองให้ดี เพราะภาพที่เห็นทุกอย่างก็คือตัวเราเอง

 

สำหรับชีวิตที่ต้องเจอเรื่องร้าย เค้าใช้เรียกเหตุการณ์เหล่านั้นว่า  " Scared Wound " 

 

บาดแผลที่ว่าใ้ช้แทนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต แน่นอนมันคงเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนต้องเจอ เหตุการณ์แย่ๆ ของแต่ละคน คงจะมีหลากหลายเหตุผล หลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป และเมื่อเหตุการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราในหลายๆ ด้าน อย่างเช่น การใช้ชีวิต การตัดสินใจ ความเชื่อ 

 

ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่น่าสนุก หรือเป็นเรื่องที่แย่มากๆ แต่ว่ามันก็มีคุณค่า 

 

ความเคยชิน คงจะเป็นศัตรูตัวหนึ่งที่สำคัญเลยมั้ง เพราะทุกคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทุกคนอย่างให้ีชีวิตเป็นไปในทางที่ตัวเองต้องการ แต่พอเกิดการเคลื่อนไหวจากที่ไหนก็ไม่รู้ มาทำให้ชีวิตที่แสนจะปกติเปลี่ยนไป กลายเป็น นิ่งๆ ซึมเศร้า ถ้าเราเข้าใจคุณค่าของมันดี เราก็ควรจะยอมรับมัน เพราะมันจะทำให้เราตาสว่างได้สักที

 

แผลจากเหตุการณ์แย่ๆ อาจจะถูกฝังลึกไม่มีวันลืม แต่คนหลายคน คงต้องพบเจอกับเรื่องแย่ๆ ก่อนจึงจะประสบความสำเร็จ เพราะมันทำให้เรามองเห็นตัวเองในมุมใหม่ มุมที่เราไม่เคยเห็น ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น โตมากขึ้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เพื่อให้ีชีวิตเรารู้จักเปลี่ยนแปลงมองอะไรในมุมที่แปลกออกไป

 

"These crises are sacred and necessary and a valuable part of the journey of being a human being. "

 

และเราก็ไม่ควรคิดว่าทำไม เรื่องนี้ถึงต้องเกิดกับเรา...แต่เราต้องคิดว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ตังหาก

 

มีคนๆ หนึ่งหลังจากแพทย์แจ้งว่าป่วยเป็นมะเร็ง เธอไม่ได้ถามว่าทำไมเธอเป็นมะเร็ง แต่เธอพูดว่าฉันจะอยู่กับมันยังไง เราเองก็ควรจะคิดแบบนี้นะ

edit @ 7 Nov 2011 21:45:59 by MeredyBright

edit @ 8 Nov 2011 00:15:35 by MeredyBright

edit @ 8 Nov 2011 00:16:32 by MeredyBright

:::Dream::: and the subconcious

posted on 06 Nov 2011 15:45 by meredybright

( 6 / 11 / 54 ) 14:48 น.

เมื่อวันก่อนได้อ่านบทความ Dream by John Kehoe แค่อยากอ่านฝึกภาษาอังกฤษเล่น แต่ดูเหมือนจะได้อะไรเยอะเลย

 

เคยนอนฝันกันบ้างไหม เคยอ่านบทความในเรื่องของจิตวิทยา เค้าบอกว่าเวลาที่เราตื่นอยู่เราจะไม่สามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่ความรู้สึกเรากำลังคิดอยู่คืออะไร เพราะสิ่งที่เราคิดอยู่หรือความรู้สึกจริงๆ ขณะที่เราตื่นอยู่จะถูกกลั่นกรองผ่านสมองด้วย ซึ่งการที่มันต้องผ่านความนึกคิดที่สมองก่อนทำให้เกิดการปรุงแต่งบางอย่างตามความรู้พื้นฐานของคนนั้นๆ เช่น วัฒนธรรม จารีตประเพณี และสภาพทางสังคม เป็นต้น ส่งผลให้ความรู้สึกที่เรารู้สึกขณะตื่นถูกบิดเบียนไปจากความรู้สึกจริงๆ 

 

เช่น ถ้าเรากำลังมีความคิดที่่ว่าอยากโดดเรียนมากๆ จากจิตใต้สำนึก แต่ถ้าเราตื่นอยู่ ก็คงมีหลายเหตุผลมาคอยสนับสนุนให้เราคิดได้ว่าเพราะอะไรเราถึงควรไปเรียน แม้ว่าภายในใจลึกแล้วๆ เราไม่อยากไปเรียนเลย

 

สรุปว่า...

1.ความฝันคือจิตใต้สำนึก subconcious ของเรานั้นเอง

2.ความฝันคือความคิดที่เราอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ สินะ

3.สิ่งที่เราทำในฝันคือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ โดยไม่ได้ปรุงแต่งความคิดทางสมอง

 

หลายคนอาจไม่ได้ตั้งใจอยากมีความฝันเกิดขึ้นขณะหลับแต่เราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว เค้าบอกว่าการที่เราคิดหรือหมกหมุ่นกับสิ่งใดก่อนนอนหลับนานประมาณ 10 - 15 นาที อาจจะทำให้เราฝันถึงเรื่องนั้นได้โดยไม่รู้ตัว

 

คุณเคยฝันบ้างไหม แล้วพอตื่นมากลับคิดว่าทำไมเราไม่ทำแบบนั้น ทำไมเราไม่ทำแบบนี้ในฝัน มันน่าจะดีกว่า เราได้แต่ปล่อยตัวเองให้เล่นไปตามความฝันบังคับอะไรไม่ได้เลย

 

สิ่งที่เราพบเห็นในความฝันอาจไม่ใช่เรื่องจริงเป็นเพียงสิ่งที่จิตใต้สำนึกเราสร้างขึ้นมาเท่านั้น แต่สิ่งที่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด คือสิ่งที่เราทำในความฝัน การกระทำของเราที่เกิดขึ้นในความฝัน ไม่ได้เกิดจากการคิดใดๆ ทั้งสิ้นล้วนเป็นสิ่งที่เราอยากทำ แต่อาจจะไม่กล้าทำหรือทำไม่ได้ในโลกของความจริง อาจจะด้วยวัฒนธรรม หรืออะไรก็ได้ที่เป็นตัวชี้วัดได้ว่า เราไม่ควรทำ

 

ถ้าจะบอกว่าฉันเห็นตัวเองในความฝันมันอาจจะฟังดูแปลก แต่ทุกครั้งที่ฉันฝันว่าเจอปัญหามันจะลงท้ายด้วยการวิ่งไปหลบหรือวิ่งหนีเสมอเลย...มันทำให้เห็นว่าตัวเองนั้นอ่อนแอแค่ไหน ไม่ใ่ช่ว่าพึ่งเป็น แต่มันติดตัวฉันมาตั้งนานแล้วตังหาก ก็ได้ถึงจะเป็นเรื่องไม่ดี่ที่ฉันชอบหนีปัญหา แต่ในฝันฉันก็ไม่ได้มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือทำอะไรที่ไม่ดี แม้ว่าเหตุการณ์ในฝันจะกระทบจิตใจมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่าฉันวิ่งหนีไปร้องไห้คนเดียว ไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้ตัวฉันเป็นแบบนี้

 

ที่จริงแล้วในบทความบอกว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกได้ด้วยในการตอบคำถามเรื่องต่างๆ ที่เราคิดหาคำตอบไม่ได้ หรือมีความลังเล เช่น ชีวิตนี้ฉันอยากเรียนอะไรกันแน่ พออ่านวิธีถามจิตใต้สำนึกแล้วอาจจะรู้สึกว่าดูเกินจริง แต่ก็ดูมีเหตุผลของมันอยู่ 

 

ก็อย่างที่พูดในตอนแรก ตอนนี้เรากำลังมีเรื่องที่ไม่สบายใจ บางครั้งเราอาจต้องนอนคิดอยู่บนเตียง นอนร้องไห้อยู่บนเตียงแล้วก็เผลอหลับไป...และเรามักจะไปพบภาค 2 ต่อในความฝัน มันอาจฟังดูบ้า เพียงแต่ช่วงนี้มันเกิดขึ้นหลายครั้งมาก ดูฉันหมกมุ่นมากไปไหม   เหมือนกับว่าถ้าที่จริงคุณอยากเรียนวิศวกรรม แต่ตั้งแต่เด็กที่บ้านบอกคุณว่าคุณต้องเรียนแพทย์ บอกมาเรื่อยๆ จนคุณลืมไปเลยว่าที่จริงแล้วคุณอยากเป็นอะไรแต่ถ้าคุึณให้จิตใต้สำนึกตอบคำถามนี้ คุณจะตอบคำถามโดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของคนในบ้าน คุณจะได้คำตอบที่แท้จริงว่าุคุณอยากเรียนอะไร

 

เค้าบอกว่าการที่จะทำให้เราัฝันถึงในเรื่องที่เราอยากฝัน และอยากรู้ว่าในฝันตัวเองจะทำอย่างไรกับปัญหานี่ ( อย่าลืมว่าสิ่งที่เราทำในฝันคือสิ่งที่ตัวเราจะทำจริงๆ โดยไม่คิดถึงความถูกต้องหรือความรู้สึกใคร ) 

วิธีก็ง่ายแสนง่าย แต่มันก็ยากนะ

1.ให้เรานั่งสมาธิ คิดถึงเรื่องที่เราอยากจะได้คำตอบแต่ไม่ต้องตอบ เ่ช่น ฉันอยากเรียนอะไร คิดไปเรื่อยๆ ให้ดูว่าเราฟุ้งซ่านมากๆ อย่างน้อย 15 นาที

2.ให้ล้มตัวลงนอน แล้วก็คิดต่อไปอีกว่าเราอยากเรียนอะไร จนนอนหลับไป ไม่รู้ตัว

 

และคุณก็จะได้พบความฝันที่จะตอบความจริงจากจิตใต้สำนึกของคุณ

โดยส่วนตัวแล้วยังไม่ได้ลอง ก็ไม่รู้ว่าจะเจอคำตอบจริงไหม แต่ยังไงนี่ก็เป็นบทความจากนักจิตวิทยาระดับโลก มันก็เลยดูมีความน่าเชื่อถือพอสมควร แต่ที่ฉันเชื่อก็เพราะ...

 

 

สุดท้ายที่ช่วงนี้ฉันฝันและต้องตื่นมาร้องไห้บ่อยๆ ก็เพราะก่อนนอนฉันมักคิดถึงเรื่องบางเรื่องทุกวัน และก็เผลอหลับไป แล้วก็ไปเจอเรื่องที่คิดในความฝัน...ก็ยังดีที่จิตใต้สำนึกฉันยังมีความดีเหลืออยู่บ้าง อย่างน้อยในฝันฉันก็ไม่ได้ทำเรื่องอะไรไม่ดี แม้ว่าตอนตื่นนอนสมองฉันจะคิดถึงเรื่องแย่ๆ ก็ตาม 

 

จบด้วยเพลง Everytime ของ Britney Spear....Everytime I see you in my dream . I see your face its haunting me.

edit @ 6 Nov 2011 15:47:34 by MeredyBright

คิดไปเรื่อยๆ

posted on 06 Nov 2011 01:44 by meredybright

การทำดีที่ว่า คืออะไร การที่คนเราจะทำอะไรซักอย่างเนี่ยมันมักจะมีจุดประสงค์เล็กๆแฝงอยู่เสมอ ความดีความเลวเนี่ย มันวัดยากนะ แล้วหลักของการทำความดีมันคืออะไรนะ

 

คนส่วนมากคงจะนึกถึงพวกหลักศีลธรรม ศาสนา บางคนก็น่าจะมอง เรื่องความรู้สึก ผลประโยชน์ที่ได้รับของคนหมู่มาก แต่พอมาิคิดดูแล้วประเด็นแล้วสิ่งที่เราจะมองได้ว่าการทำดีในความคิดของตัวเราเอง

 

คือ 1. ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

     2. ทำแล้วสบายใจ ไม่เป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่

 

 

การที่ตัวเราเองคาดหวังจากการกระทำมากๆ เราควรคิดว่าสิ่งตอบแทนเป็นแค่ผลพลอยได้ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ทำแล้วรู้สึกดี รู้สึกสบายใจก็พอแล้ว...แต่ถ้าเราทำดีแล้วเรารู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากทำ แบบนี้เราก็คงไม่กล้าบอกตัวเองด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีกันแน่

 

 

ถ้าเมื่อก่อนเราทำแบบนั้นมาได้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกว่าทำไม่ไหวแล้ว

รู้สึกท้อแท้หรอ เสียใจหรอ เปรียบเทียบกับคนอื่นหรอ ทำไมทำแบบนี้ถึงไม่ได้แบบนั้น...ก็ผิดที่เราเองที่หวังผลตอบแทนมากเกินไปอยู่ดี

 

 

 

 

ส่วนเรื่องความเห็นแก่ตัวเนี่ยมันมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนแหล่ะมั้ง การเห็นแก่ตัวเนี่ยมันเกิดจากที่เรา  "มีความรักตัวเอง" รึป่าว จะรักมากรักน้อยก็แต่ละคนก็คงไม่เท่ากัน การรักตัวเองเนี่ยไม่ดีหรอ ก็ต้องดีสิตัวเองจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้ เราถึงอยากเป็นคนเห็นแก่ตัวไง ไม่ต้องสนใจใึึครอีกแล้ว

 

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งถ้าเรารักตัวเองมากๆ จนออกนอกหน้าคนรอบๆ ข้างก็จะพากันมองว่าเราน่ะเห็นแก่ตัว...ทำยังไงถึงจะรักตัวเอง โดยที่ไม่ต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ไม่รู้ว่าการโทรไปพูดเรื่องเครียด โทรไปร้องไห้กับเพื่อน ถือเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวหรือป่าว เพราะแทนที่เราจะถามว่าเค้าสบายดีไหม เรากลับไปหาเรื่องไม่สบายใจให้เค้าแทน 

 

ถ้าเรารู้สึกรักใครซักคนมากๆ และถ้าเรา"รักตัวเองมากเกินไป" เราก็จะรู้สึกกล้าที่จะทำยังไงก็ได้เพื่อให้เราได้สมหวังตามความรู้สึกที่ตัวเองต้องการ ไม่อยากเสียใจ ไม่อยากผิดหวัง อันนี้คือรักตัวเองในทางที่ผิดสินะ

 

 

ก็คงเหมือนกับเวลาที่เราทำของที่เรารักมากๆ เสียไป เช่น ดินสอแท่งที่ชอบมากๆ เกิดหักขึ้นมา ถึงเราจะตำหนิตัวเอง จะร้องไห้ ดินสอก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม ได้แต่นั่งคิดว่าทำไมมันต้องเสีย และก็ต้องจำไว้เพื่อไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ถ้าเรารู้ว่าดินสอมันหักได้ตั้งแต่แรก เราก็คงไม่รอให้มันเกิดขึ้น แต่พอรู้ว่ามันหักได้ เราก็จะจำไว้เพื่อจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

 

ก็เหมือนกับครั้งนี้ เราไม่รู้ว่าถ้ารักคนอื่นมากเกินไป รักมากกว่าตัวเอง ก็จะเป็นแบบนี้ ต่อไปก็จะต้องจำไว้ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

 

 

อย่างเช่นเวลาเราทำของบางอย่างเสียซะจนซ่อมไม่ได้แล้ว ถึงจะเสียใจไป ตำหนิตัวเองไป ร้องไห้ไป มันก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ก็ใช้สติคิดว่ามันเสียได้ไง แล้วก็จำไว้เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก 

 

 

การเสียใจ ร้องไห้ ก็เป็นสิ่งที่ดีอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีค่าสำรหรับจิตใจเรามากแค่ไหน แต่ก็ควรทำให้พอดี ถ้ามากเกินไปก็เท่ากับว่ากำลังทำร้ายตัวเองเปล่าๆ และก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นจากเดิม ที่สำคัญมันกลับ ยิ่งทำให้คนรอบข้างเป็นห่วงและกังวลใจมากขึ้นว่าเราเป็นอะไร

 

เคยสงสัยว่าทำไมคนถึงเปรียบความรักกับหัวใจ ทำไมต้องเป็นหัวใจ...เพราะเราไม่สามารถควบคุมหัวใจให้เต้นน้อยลงได้เลย เวลาที่เกิดความคิดถึงใครบางคนมาก หัวใจมันทั้งสั่นทั้งแรง จนรู้สึกได้...และมันก็มักจะมีน้ำตา ตามมาด้วยเสมอ จะผ่านช่วงนี้ไปได้ยังไงกันนะ เหนื่อยแล้วนะหัวใจไม่เหนื่อยบ้างหรอ

edit @ 6 Nov 2011 15:47:48 by MeredyBright